Saturday, December 19, 2009

เทคนิคการทำงาน : เงินทองของ...ฟรีแลนซ์

เทคนิคการทำงาน : เงินทองของ...ฟรีแลนซ์


เงินทองของ..ฟรีแลนซ์......ต้องนึกไว้เสมอว่า “ฟรีแลนซ์” ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนพนักงานบริษัท เพราะฉะนั้นต้องออมระยะยาวด้วยตัวของเราเอง
.
“ฟรีแลนซ์” อาชีพยอดฮิตแห่งยุคสมัย ของผู้คนที่โหยหาความอิสระและผลตอบแทนงามๆ ไม่ต้องทำงานซ้ำซากจำเจ หรือเข้างานเป็นเวลาเหมือนมนุษย์เงินเดือน
.
ทุกวันนี้จึงมีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ที่ตัดสินใจเดินออกจากบริษัทและองค์กร เพราะต้องการที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ และประกอบอาชีพที่ตัวเองเลือก ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพ ช่างแต่งหน้า หรือคนเขียนการ์ตูน
.
ฟังดูเหมือนเข้าที แต่เสียงสะท้อนจากผู้ที่ยึดอาชีพนี้ต่างบอกว่า รายได้ดีก็จริง แต่ทำไมหนอ เงินทองที่หามาได้ กลับเก็บไม่ค่อยได้เอาซะเลย บัญชีเงินฝากยังว่างโล่ง
.
ถ้าเป็นอย่างนี้ ปัญหาของผู้ยึดอาชีพฟรีแลนซ์นี้อยู่ตรงไหน และพวกเขาควรจัดการเงินทองอย่างไรดี ถึงจะทำให้การดำเนินอาชีพอิสระเป็นไปอย่างราบรื่นถึงบั้นปลายของชีวิต
.
ยิ่งเป็นฟรีแลนซ์ ยิ่งต้องวางแผนการออมและจัดการเงินทองที่รัดกุมกว่ามนุษย์เงินเดือน!!
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะการเป็นพนักงานบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั้น ยังมีสวัสดิการ และช่องทางการออมในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การจัดการเงินทองของคุณนั้นง่ายขึ้น
.
ส่วนฟรีแลนซ์นั้น รายได้เข้ามาไม่แน่นอน แม้จะมีสิทธิเลือกงานได้มากกว่าคนอื่น แต่งานที่เราชอบอาจไม่ได้เข้ามาตลอด เพราะฉะนั้น เมื่อทำงานและมีรายได้เข้ามาก็ควรเก็บออมไว้และใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
.
สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์ “รายได้” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ฟรีแลนซ์บางคนมีคนมารอเข้าคิวจ้างเต็มไปหมด รายได้อาจจะมากกว่ามนุษย์เงินเดือนเสียด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเป็นพวกศิลปินนักแสดงก็ยิ่งมีรายได้เยอะมีอิสระในการเลือกทำงานได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ต้องระวังคือ ความไม่สม่ำเสมอของรายได้เท่านั้นเอง บางคนมีรายได้เป็นวัน ถ้าดูแลเงินไม่ดีเงินก็อาจใช้หมดภายในวันเดียว
.
หากคุณเป็นหนึ่งในบรรดาฟรีแลนซ์ที่ยังจัดการเงินทองยังไม่ลงตัวเสียที ลองจัดการตามนี้ดูเผื่อว่ากระเป๋าสตางค์ของคุณจะหนาและหนักขึ้นบ้าง
.
.
๐ จดทุกรายละเอียด
.
ก้าวแรกในการวางแผนการเงินของฟรีแลนซ์ ควรเริ่มต้นจากการจดรายละเอียดรายได้ทุกอย่างที่ได้รับ เพราะโดยปกติอาชีพฟรีแลนซ์มักมีรายได้เข้ามาไม่แน่นอน บางคนได้ทุกวัน บางคนได้สัปดาห์ละครั้ง ขณะที่บางคนได้เดือนละหลายครั้ง ฟรีแลนซ์หลายคนเมื่อได้เงินมาจึงใช้จ่ายหมดไปโดยไม่รู้ตัว
.
สิ่งที่ควรทำเมื่อเริ่มต้นจัดการเงินทองคือ จดรายได้ที่ได้รับในแต่ละวันหรือแต่ละครั้ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนเรามีรายได้เท่าไหร่
.
ช่างแต่งหน้าบางคนทำงานชั่วโมงเดียวได้เงิน 1,000 บาท คิดดูว่าแค่รับงานวันละ 3-4 เจ้าก็ได้หลายพันแล้ว รายได้จึงดีกว่ามนุษย์เงินเดือนอีก แต่ปัญหาของพวกนี้คือ เมื่อได้มาก็ใช้ไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เงินก็หมดไปโดยไม่รู้ตัว ความจริงถ้าจดลงไปว่าวันนี้เราได้มาเท่าไหร่ พรุ่งนี้ได้เท่าไหร่ ในเดือนหนึ่งเราก็จะรู้ว่าเดือนนี้มีรายได้เท่าไหร่ และถ้าจะให้ดีคือ จดไว้ด้วยว่าในแต่ละเดือนเราได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง จะได้รู้ว่านิสัยการใช้จ่ายเราเป็นอย่างไร
.
.
๐ ออมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เพราะธรรมชาติของฟรีแลนซ์นั้นคือ การมีรายได้ที่ไม่นอน อนาคตของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนตามไปด้วย การรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต บรรดาฟรีแลนซ์จึงควรตั้งหน้าตั้งตาออมให้มากที่สุด และออมเท่าที่จะมากได้
.
มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอาจจะออมเดือนละ10-30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ แต่สำหรับฟรีแลนซ์นั้น ถ้าเป็นไปได้ให้กันรายได้มาออม 50 เปอร์เซ็นต์ ทันทีที่ได้รับเงิน ที่เหลือค่อยจับจ่ายใช้สอย ถ้าทำแบบนี้ได้ถือว่าเป็นการสร้างวินัยในเบื้องต้น ขณะเดียวกันในแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ก็ต้องทำไปอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ใช้จ่ายเพลินมือ
.
อย่าลืมนะ ว่าในแต่ละเดือนคุณยังไม่แน่ใจว่ารายได้จะมีเข้ามาเท่าไหร่ เดือนนี้อาจจะมากเดือนหน้าอาจจะน้อย หรือบางเดือนอาจจะแทบไม่มีเข้ามา ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่งคือ เมื่อมีรายได้รับเข้ามาเท่าไหร่ให้ออมไว้เลยครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยเงินที่คุณออมไว้ อาจจะไปช่วยเยียวยาอนาคตของคุณเองในกรณีที่บางเดือนอาจไม่มีรายได้เข้ามาเลย
.
.

๐ ปรับไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย
.
เพราะไลฟ์สไตล์ของฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อย นิยมการเลี้ยงสังสรรค์และมีงานปาร์ตี้อยู่เป็นประจำ บางคนสังสรรค์สัปดาห์ละหลายวัน บางคนเมื่อได้เงินมาก็บินไปท่องเที่ยวในต่างประเทศทันทีที่มีเงินเข้ากระเป๋า การกิน ดื่ม เที่ยว และใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี จึงเป็นไลฟ์สไตล์ติดตัวฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อย
.
แต่เมื่อไหร่ที่คิดจัดการกับเงินทองอย่างจริงจัง จะต้องเริ่มจากการปรับไลฟ์สไตล์อย่างเอาจริงเอาจัง เช่น ลดความถี่ของการสังสรรค์ลงบ้าง ในที่สุดก็จะทำให้มีเงินเหลือพอที่จะเก็บได้ เพราะรายจ่ายอาจจะลดลงไปประมาณ 25 เปอร์เซ็นต


๐ ทำประกันเพื่ออนาคต
.
การทำประกันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่ออนาคตของตัวคุณเอง ในแง่ของการออมนั้น นอกจากฝากเงินกับธนาคาร สิ่งที่ฟรีแลนซ์ควรทำคือ จัดสรรเงินไว้ทำประกัน เพราะในอนาคตไม่มีอะไรเป็นหลักประกันชีวิตเหมือนพนักงานบริษัทหรือข้าราชการทั่วไป
.
ซึ่งประกันในปัจจุบันมีให้เลือกหลายแบบ อาจจะเลือกทำแบบสะสมทรัพย์เพื่อชีวิตในบั้นปลายก็ได้ หรือจะทำแบบที่สามารถคุ้มครองในยามเจ็บไข้ได้ป่วย
.
.

๐ ลงทุนเพื่อบั้นปลายชีวิต
.
นอกเหนือจากการออมเงินในแบบพื้นฐาน เช่น การฝากแบงก์หรือทำประกันแล้ว ควรจะลงทุนในรูปของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) เพราะกองทุนพวกนี้อย่างน้อยเป็นการออมและลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษี แถมทำให้ชีวิตในวัยเกษียณอยู่อย่างสุขสบาย
.
ต้องนึกไว้เสมอว่า ฟรีแลนซ์ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนพนักงานบริษัท เพราะฉะนั้นต้องออมระยะยาวด้วยตัวของเราเอง อะไรที่เป็นช่องทางให้ออมในระยะยาวได้ก็ควรทำ เช่น ลงทุนในกองทุน LTF กับ RMF อย่างละ 15 เปอร์เซ็นต์ รวมกันแล้วก็ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้
.
.

๐ ก่อหนี้ให้น้อยที่สุด
.
กฎการเงินอีกข้อหนึ่งสำหรับฟรีแลนซ์ คือควรจะก่อหนี้ให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ สินเชื่อบุคคล หรือเงินด่วน เพราะความที่รายได้ไม่แน่นอน หากสร้างหนี้ไว้มาก มีภาระต้องผ่อนชำระมาก แต่รายได้ในบางเดือนอาจไม่เพียงพอต่อการชำระ จนในที่สุดกลายเป็นหนี้เสีย และเสี่ยงต่อการที่ชื่อของคุณจะถูกขึ้นบัญชีดำอยู่ในเครดิตบูโรเปล่าๆ
.
สำหรับฟรีแลนซ์ทั้งหลายที่อยากจัดการเงินทองอย่างจริงจัง แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี ลองหยิบเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ รับรองว่าถนนสายการออมของคุณจะราบรื่นขึ้นเยอะ " ความจริงการเป็นฟรีแลนซ์มีข้อดีข้อเสียคละเคล้ากันไป ถ้ามองในแง่ของการเป็นหนี้นั้น พวกฟรีแลนซ์มักจะไม่ได้รับการนำเสนอจากพวกบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพวกบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล หรือแม้กระทั่งจะกู้ซื้อรถบางทีก็กู้ได้แค่ 70-80% ขณะที่พวกมนุษย์เงินเดือนมีแต่พวกบัตรเครดิต เงินด่วนไปนำเสนอ เวลาจะกู้ซื้อรถก็ได้เกือบ 100% ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ฟรีแลนซ์มีโอกาสสร้างหนี้ได้น้อยกว่าพวกมนุษย์เงินเดือน"
.
.
.
ที่มา : จาก จัดระเบียบการเงินให้อยู่หมัด โดย กาญจนา หงษ์ทอง
.
.
.
.
.
.
.

Wednesday, December 16, 2009

อาชีพช่างแต่งหน้า Make-up Artist




ช่างแต่งหน้า { Make-up Artist }

มีคำๆ หนึ่ง หรืออีกสายอาชีพหนึ่ง มาเล่าสู่กันฟัง ในสังคมที่เราอาศัยอยู่ มีอยู่หลายสาขาอาชีพ ซึ่งแต่ละสาขาอาชีพ ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ แตกต่างกันไปแล้วแต่ละสายงาน ควรจะให้เกียรติ์ ซึ่งกันและกัน ซึ่งบ่อยครั้งที่ในความแตกต่างของสายงาน ต้องมาเกียวเนื่องกัน เพื่อให้หนึ่ง Project สำเร็จลุล่วง แต่ละสาขา อาชีพล้วนแล้วแต่ ต้องอาศัย ทักษะ และความชำนาญ


การแต่งหน้า มิใช่เพียงสักแต่การเอาสีมาป้ายๆๆ บนใบหน้าแค่นั้น


หลักสูตร การแต่งหน้าเบื้องต้น

สิ่งคนเป็นช่างแต่งหน้า ควรรู้ หรือผ่านการอบรม เป็นหลักสูตรเพื่อการเป็นช่างแต่งหน้า ซึ่งจะละเอียดกว่าการแต่งหน้าสำหรับตนเอง

  1. ทฤษฎีผิว...ปัญหาของผิวพรรณ และการดูแลรักษา
  2. ขั้นตอนการดูแลผิว อย่างถูกวิธี
  3. โครงสร้างและสัดส่วนของใบหน้า
  4. ทฤษฎีรองพื้น และการใช้รองพื้นชนิดต่างๆ
  5. การแก้ไขรูปหน้า ในขั้นตอนของการใช้ครีม แรเงา แก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้า
  6. การแก้ใขรูปหน้า ในขั้นตอน การแต่งคิ้ว ตา แก้ม ปาก การใชสีสันบนใบหน้า ให้เข้ากับสีของเสื้อผ้า
  7. การแต่งหน้าเจ้าสาว

การทำงานของช่างแต่งหน้า ในสายงานธุรกิจบันเทิง
การเรียน หรือ อบรม ในหลักสูตรการแต่งหน้า ธุรกิจบันเทิง ต้องผ่านหลักสูตรการแต่งหน้า ขั้นต้นมาก่อน การทำงานของช่างแต่งหน้า ในสายงานธุรกิจบันเทิง จะแตกต่างกับการแต่งหน้าโดยทั่วไป คือ การแต่งหน้าสวยงามทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าเจ้าสาว การแต่งหน้าบัณฑิต หรือการแต่งหน้าเพื่อเข้าสังคมต่างๆ ซึ่งเป็นการทำงานระหว่างช่างแต่งหน้า กับผู้ว่าจ้างเท่านั้น


แต่การทำงานในแวดวงธุรกิจบันเทิง จะเป็นการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย มีข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ต่างๆมาเกียวข้องมากกว่าปกติ ซึ่งช่างแต่งหน้าจะต้องศึกษาลักษณะงานในแต่ละประเภท เพื่อความพร้อมก่อนการปฎิบัติงาน ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยของการทำงานในสายงานธุรกิจบันเทิงทุกประเภท เช่น การแต่งหน้าเพื่อการถ่ายทำละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพยนตร์โฆษณา รายการโทรทัศน์ การถ่ายทำภาพนิ่ง แฟชั่นโชว์ ละครเวที รวมถึงนิตยสาร และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ซึ่งแต่ละประเภทจะแตกต่างกัน


หลักสูตรการแต่งหน้า สำหรับธุรกิจบันเทิง

  1. การเลือกสีรองพื้นสำหรับการแต่งหน้าเข้ากล้อง
  2. Documentary Make-up
  3. Straight Make-up
  4. Clean Beauty Make-up
  5. Glamour Beauty Make-up
  6. Stage Make-up
  7. การแต่งหน้าสำหรับละครเวที
  8. การแต่งหน้าอ้างอิงวัฒนธรรม
  9. ทฤษฎีการแต่งหน้าตามยุคแฟชั่น

ตย.









ละครไทย (โขน)
















ละครไทย (โขน)


แต่งหน้าอ้างอิงวัฒนธรรม (งิ้ว)

Clean Beauty Make-up


ซึ่งนอกจากนี้ ก็อยู่ที่ Tips และเทคนิค ของช่างแต่งหน้า แต่ละคนที่จะนำมา Apply ใช้แล้วแต่ประสบการณ์ และทักษะของช่างแต่งหน้า ซึ่งหากต้องการศึกษา ให้ลึกไปกว่านี้ จะมีหลักสูตรเฉพาะทางเพิ่มอีก นั่นคือ

การเรียนหรือ อบรม ให้ลึกไปอีก เป็นเฉพาะทาง ก็ต้องผ่าน การแต่งหน้าเบื้องต้น และหลักสูตรธุรกิจบันเทิงมาก่อน

.

หลักสูตรการแต่งหน้า เทคนิคพิเศษ

  • Special effect Make-up
  • Body Paint Make-up



แต่งหน้าเทคนิคพิเศษ

แต่งหน้าเทคนิคพิเศษ















แต่งหน้าเทคนิคพิเศษ

ซึ่งเป็นเนื้อหาทักษะ ที่ต้องมีพื้นฐานการ การแต่งหน้าเบื้องต้น และ การแต่งหน้าเพื่อธุรกิจบันเทิงมา ก่อน ทั้งหมดนี้ เป็น Contents หัวเรื่องที่ช่างแต่งหน้า อาชีพต้องรู้ ยังมีรายละเอียดอีกเยอะรวมถึงประสบการณ์ และการเรียนรู้เพิ่มเติม สิ่งใหม่ๆๆ อยู่เสมอด้วย



.

.

เขียนโดย : Miss Naowarat KS. (Kob)

http://mine-independent.blogspot.com/
.

.

.

.

.

วิธีทำบุญง่ายๆ ตามภาษาคน(ไม่ค่อย) มีเวลา




วิธีทำบุญง่ายๆ สำหรับคนไม่มีเวลา สามารถทำได้ทุกวัน
โดยได้บารมี ๑๐ ทัศ ครบถ้วนบริสุทธิ์ บริบูรณ์

พูดถึงเวลาถ้าเราทำบุญ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ตักบาตรหรือเข้าวัดทำบุญ เป็นส่วนมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ก็เลยเสียโอกาสในการสั่งสมบุญ บารมี


วันนี้จึงมีเรื่องมาเล่าให้ทุกๆท่านได้อ่านและพิจารณากัน เผื่อจะได้แง่มุมใหม่ๆในการสร้างบุญกุศล สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา หรือมีเวลาทำเป็นปกติอยู่แล้ว แต่มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ได้อ่านเพื่อจะได้เข้าใจว่า ถ้าเราทำอย่งที่บอกต่อไปนี้ เราจะได้อะไรบ้าง ?

๑.) หา กระปุกออมสิน หรือ บาตรพลาสติก ( ร้านสังฆทานต่างๆจะมีขาย ) หรือภาชนะที่สะดวก ในการหยอดเงิน นำมาวางไว้ที่ในห้องพระ หรือหิ้งพระ สำหรับคนที่อยู่คอนโด หรืออพาร์ทเม้นต์ ถ้าไม่มีห้องพระ ให้หารูปพระ มาติดที่ฝาผนังก็ได้



๒.) ทุกวันให้เราสละเวลา เพียงวันละประมาณ ๒๐-๓๐ นาที สวดมนต์
ไหว้พระเวลาไหนก็ได้ที่เราว่าง เราสบายใจ เช้า สาย บ่าย เย็น หรือก่อน
นอน โดยเริ่มจากบท


۞ คำบูชาพระ

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระพุทธเจ้า ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะนี้)

อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ
(ข้าพเจ้าขอบูชาอย่างยิ่งต่อพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะนี้)


۞ คำบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(กราบ)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
(กราบ)


۞ นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ


ระหว่างที่ตั้งนะโม ก็ให้เรานำเงินมา จบเอาไว้ในมือ จะกี่บาทก็ได้ ๕ บาท ๑๐ บาท หรือ ๒๐ บาท หรือจะมากกว่านั้นตามแต่ศรัทธา จากนั้นก็เริ่มสวด


۞ คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


۞ บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ

" อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ. "



( พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดย
พระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ (ความรู้และความประพฤติ) เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว (คือ ไปที่ใดยังประโยชน์ให้ที่นั้น) เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควารฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนก ธรรมสั่งสอนสัตว์ )



۞ บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ

" สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ " (ออกเสียงว่า วิญญูฮีติ)


( พระรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฎิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฎิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิดเป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน )



۞ บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย

อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ


( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฎิบัติดีแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฎิบัติตรงแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฎิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฎิบัติสมควรแล้ว ได้แก่ บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ (คือ พระอริยบุคคล ๘ ) นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า )



* * * ถ้ามีเวลา ให้สวดบท


۞ พาหุงมหากา หรือ พุทธชัยมงคลคาถา
(ถวายพรพระ)


. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


๔. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


๕. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


๗. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


๘. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ


เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะ


สวดจบแล้วให้กลับมาสวด พระพุทธคุณ บทเดียว
เท่าอายุบวกหนึ่ง ( ให้สวดเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๓๐ ปี ต้องสวด ๓๑ จบ )

* * * ถ้าไม่มีเวลา ให้กลับมาสวด บทพระพุทธคุณ บทเดียว
สวด ๙ จบ หรือ เท่าอายุบวกหนึ่ง



๓.) ต่อจากนั้น ตั้งสมาธิจิตสักระยะหนึ่ง แล้วอธิษฐานจิตจนเสร็จ จากนั้น
เอาเงินที่จบไว้ในมือ ใส่เข้าไปในภาชนะที่เตรียมไว้ที่หิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชา หรือหน้ารูปพระ เสร็จแล้วอย่าลืม แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลทุกครั้งให้เจ้ากรรมนายเวร
ทำอย่างนี้ทุกวันอย่าให้ขาด


۞ แผ่เมตตาตัวเอง

อะหัง สุขิโต*(ตา) โหมิ
(ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข)

นิททุกโข*(ขา) โหมิ
(ปราศจากความทุกข์)

อะเวโร*(รา) โหมิ
(ปราศจากเวร)

อัพยาปัชโฌ*(ฌา) โหมิ
(ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง)

อะนีโฆ*(ฆา) โหมิ
(ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ)

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
(มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด)

* หญิงเปลี่ยนจาก โต เป็น ตา ,โข เป็น ขา ,โร เป็น รา ,โฌ เป็น ฌา
* หญิงเปลี่ยนจาก โฆ เป็น ฆา



۞ คาถาแผ่เมตตา (แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย)

สัพเพ สัตตา
(สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น)

อะเวรา โหนตุ
(จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย)

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
(จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย)

อะนีฆา โหนตุ
(จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย)

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
(จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ)



๔.) หลังจากนั้น เราก็จะได้บารมีครบถ้วน เพียงแค่สวดมนต์ไม่กี่นาที และสิ่งเหล่านี้ก็จะสะสมในใจเราทีละน้อย เหมือนกับเราเก็บเงินวันละ บาท ๑๐ วันก็ได้ ๑๐ บาท แต่ถ้าเราไม่ทำอะไร เราก็จะไม่ได้อะไรเลย
แล้วเงินที่เราหยอดทุกวัน ที่ได้จากการสวดมนต์ ก็เหมือนเราตักบาตรทุกวัน โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
เมื่อมีโอกาสเข้าวัด หรือจะไปทำบุญตามสถานที่ต่างๆ เราก็นำเงินนั้นแหละไปทำบุญ หยอดตู้ ใส่ซอง
ทำให้จิตของเราติดอยู่กับบุญกุศล ทุกวัน และเราก็จะได้



บารมีครบถ้วน ๑๐ ประการมีดังนี้

๑. ทานบารมี = ขณะที่เราสวดมนต์เสร็จ
เราทำทานคือเอาเงินที่จบใส่ใน กระปุกออมสิน หรืออื่นๆ เป็น ทานบารมี

๒. ศีลบารมี = ขณะที่เราสวดมนต์อยู่
ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี

๓.เนกขัมมบารมี = ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก นิวรณ์
มารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

๔. ปัญญาบารมี = การสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่า
มันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

๕. วิริยะบารมี = ถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นความ
เพียรเป็น วิริยะบารมี

๖. ขันติบารมี = มีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

๗. สัจจะบารมี = มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจ
ในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

๘. อธิษฐานบารมี = เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน
การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี

๙. เมตตาบารมี = ใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล
การแผ่เมตตาเป็น เมตตาบารมี

๑๐. อุเบกขาบารมี = ขณะที่แผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา
ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร ๔ อุเบกขา วางเฉย
อโหสิกรรม กับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร
ไม่ชอบใคร ไม่ชังใคร ทำใจให้นิ่ง ทำจิตให้สงบ วางใจให้เป็นอุเบกขา
เป็น อุเบกขาบารมี


เห็นมั๊ยค่ะ เพียงแค่เราสละเวลา อันน้อยนิด เราก็ได้บารมีครบถ้วนบริสุทธิ์
บริบูรณ์ ซึ่งมีผู้ที่ปฏิบัติทุกวันบอกว่า ถ้าเราสละเวลาทำทุกวันจะทำให้ท่าน
มีสมาธิ และมีสติดีขึ้น มีอารมณ์เยือกเย็นและมีอารมณ์ดี อารมณ์เดียว
จะคิดจะทำอะไร ไม่ติดขัด ...



ขออนุโมทนาสาธุการ กับทุกท่านค่ะ


ที่มา : อ่านเจอในหนังสือ บทสวดมนต์ ทำวัตรเช้า - เย็น





บางช่วงไม่มีสมาธิเอาเสียเลย.....เลยพยายามหาวิธีให้นิ่ง
ไปเจอข้อปฎิบัตินี้ เพื่อนๆ บางคนอาจจะปฎิบัติอยู่แล้ว
แต่ก็ขอนำมาฝากเพื่อนๆ ด้วย
การไหว้พระสวดมนต์ เป็นการบำเพ็ญภาวนาอย่างหนึ่ง
และยังเหมาะสำหรับ การเตรียมตัวก่อนปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ด้วย










Monday, June 11, 2007

Picture MyHeritage (๒)



วันก่อนเข้าไปอ่านบล๊อคของคุณพล มีบล๊อคนึงเล่นใส่ภาพแบบนี้ เลยลองมาเล่นดูมั้ง สนุกๆ ให้เราโหลดภาพเราเข้าระบบ แล้วระบบจะแสกน (มั้ง) ว่าเราหน้าไปละม้ายคล้ายคนดัง หรือดาราคนไหน ก็เลยโหลดภาพตัวเองเวอร์ชั่นต่างๆ ลองดู เล่นดู แก้เซ็ง
.
.
.










เล่นไปเล่นมา ได้มาเต็มเลย อิอิ หลายเวอร์ชั่น
.
.
.
.
.

Monday, April 2, 2007

ศัพท์วงการโฆษณา

ศัพท์วงการโฆษณา
.
.
AD (adverting) = การโฆษณา .
.
Media = สื่อ .Print ad = สื่อทางสิ่งพิมพ์ เช่น .
.
Press ad = โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ .
.
Mag ad = โฆษณาทาง Magazine (นิตยสาร) .
.
Trivision = สื่อหมุน 3 มุมตาม 4 แยกไฟแดง หรือ ที่รถติดๆ.
.
Billboard = ป้ายขนาดใหญ่บนหลังคาตึก มีโครงเหล็กเป็นโครงสร้าง .
.
P.O.P.(Point of purchase) = สื่อประจำจุดขาย .
.
Display = แท่นวางสินค้าเล็กๆที่อาจทำจากกระดาษ หรือ แผ่นใสอคริลิค ใช้ในการพรีเซนต์สินค้าเพื่อให้ลูกค้าสามารถหยิบจากแท่นได้เลย รู้สึกพิเศษกว่าหยิบจากเชลฟ์รวมที่มีหลายยี่ห้อในห้าง มักใช้เปิดตัวสินค้าใหม่ หรือใช้ย้ำเตือนสินค้าที่ถูกลืมว่า "ยังมีเราอยู่นะ" .
.
Active box = กล่องที่เราเดินผ่านแล้วมันพูดได้อ่ะ หรือกล่องที่เต้นซ้าย-ขวาให้เป็นจุดสนใจ.
.
Floor decal = จะเรียกว่า "ฟลอร์สติ๊กเกอร์" ก็ได้ เป็นสติกเกอร์แปะพื้น แสดงความเป็นอาณาเขตว่าที่นี่มีแบรนด์นี้อยู่นะ ไม่ทราบว่าทำไมห้างถึงอนุญาตให้แปะได้ไม่มาก คงอาจเพราะค่าพื้นที่แพง ข้อเสียคือ สกปรกง่าย แรกๆจะน่าสนใจ หลังๆจะดำและมีรอยขีดข่วนง่ายจากรองเท้าคน.แบนเนอร์ คือ ป้ายผ้าไวนิลหน้าร้านขนาดยาวพอดีหน้าร้าน หรืออาจเล็กกว่าก็ได้ ใช้บอกว่า "ที่นี่มีของแบรนด์นี้อยู่ " ทั้งที่ในร้านก็มีสินค้าตัวเดียวกันแต่หลายแบรนด์ ไม่ค่อยได้ผลตามร้านของชำ เพราะจะดูไม่น่าสนใจ อาจเป็นเพราะไม่ค่อยรักษาความสะอาด อะไรก็ตามที่ดำๆเขรอะๆ คงไม่เป็นจุดเด่นซักเท่าไหร่ จะมีหลายแบบตามแต่แบรนด์นั้นๆ จะคิดออกมาตีคู่แข่ง กันสาด กันแดด .
.
J flag = japan flag หรือธงญี่ปุ่น เป็นลักษณะมีขาตั้งพื้นเป็นเหล็กขึ้นมาและมีคานขวางอยู่ 2 อันให้ผ้าไวนิลที่พับติดกาวเว้นรูบน และ ล่าง สอดเข้าไปมีลักษณะเป็นธงวางหน้าร้าน...
.
.
.
งาน INK JET แบบ In-Door และ Out-Door.
.
งานทั้ง 2 แบบนี้เป็นงานพิมพ์โดยเครื่อง Printer ขนาดใหญ่หน้ากว้างประมาณ 3 เมตร มีวัสดุและความกว้างให้ลูกค้าเลือกตามชอบโดยกว้างสุดได้ถึง 3 เมตรและจะยาวเท่าไหร่ก็ได้ เพราะวัสดุที่ใช้เช่นผ้าไวนิล ผ้าใบ กระดาษหรือสติ๊กเกอร์ จะมาเป็นม้วนใหญ่ๆ มีน้ำหนักมาก ..งาน OUT-DOOR ใช้ Printer ชนิดหมึกพิมพ์แบบน้ำมัน จะเหม็นมาก ติดแลวล้างไม่ออก งานจะมีลักษณะรายละเอียดหยาบ ถ้าเข้ามาดูใกล้ๆจะเห็นรูปแตกเกรนหรือเห็น Pixel แตกอย่างชัดเจน จึงเหมาะกับงานที่มีขนาดใหญ่ ดักผู้ชมระยะไกล 5 เมตรออกไป เพราะ ความไกลจะทำให้ตาคนไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์บนผ้าไวนิล เป็นกึ่งยางกึ่งพลาสติกและมีราคาต่ำสุด
.
.
งาน Out-Door
.
ใช้ Printer ชนิดหมึกพิมพ์แบบน้ำมัน จะเหม็นมาก ติดแลวล้างไม่ออก งานจะมีลักษณะรายละเอียดหยาบ ถ้าเข้ามาดูใกล้ๆจะเห็นรูปแตกเกรนหรือเห็น Pixel แตกอย่างชัดเจน จึงเหมาะกับงานที่มีขนาดใหญ่ ดักผู้ชมระยะไกล 5 เมตรออกไป เพราะ ความไกลจะทำให้ตาคนไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์บนผ้าไวนิล เป็นกึ่งยางกึ่งพลาสติกและมีราคาต่ำสุด .
.
ราคาต่อมา คือ พิมพ์บนผ้าใบ สติกเกอร์ขาว ไม่นิยมพิมพ์ใส่กระดาษเพราะงานแต่ละชิ้นจะออกสู่ที่แจ้งทั้งสิ้น ระยะเวลาท่สีสดจะอยู่ประมาณปี – 2 ปี แล้วแต่เกรดของหมึกกน้ำมัน จะทำเป็น Banner และ J-flag เป็นส่วนใหญ่
.
วัสดุที่แพงสุดที่เคยเห็น คือ "ซีทรู" เป็นสติ๊กเกอร์รูๆที่ติดข้างรถเมล์
.
เวลาสั่งงาน Out-door ต้องถามร้านนั้นๆ ว่าให้ความละเอียดที่เท่าไหร่ เครื่องปกติจะได้ประมาณ 180 dpi แต่บางร้านจะกำหนดให้งานพิมพ์ออกมาเพียง 30 dpi เท่านั้นเหตุเพราะคอมต์ที่ใช้ควบคุมเป็นคอมต์สเป็กต่ำ หากสั่งที่ความละเอียดสูงจะทำให้ช้ามากๆๆๆ และบางทีเครื่องพิมพ์ก็เป็นเครื่องราคาถูกไม่สามารถพิมพ์ได้ละเอียดเท่า Pixel ที่กำหนด(เครื่องจีน) แต่บางร้านใช้เครื่องญี่ปุ่น หรือจากต่างประเทศ ก็จะให้ความละเอียดได้คมกริบแต่ก็มีราคาแพงตามคุณภาพงาน
.
.
งาน In-Door

จะใช้หมึกเหมือน Printer บ้าน คือ หมึกน้ำ เมื่อโดนน้ำก็จะฟู่ ไม่ทน แต่ให้ความละเอียดได้สูง ราคาจึงสูงตามประมาณ ตร.ม.ละ150-300.-จาก Out-door แล้วแต่ร้านที่เรารู้จัก เช่น Out ตร.ม.ละ 450 In จะ 650.- รวมวัสดุพื้นฐาน คือ กลอซซี่ เคลือบสติ๊กเกอร์ใส แต่ถ้าจะสั่งผิดแผกก็เพิ่มเงินเองตามที่ร้านระบุ ไม่นิยมตั้งนอกร้านเพราะเจอน้ำเจอแดดแป๊บเดียวไป สามารถทำได้ขนาดไม่ใหญ่เท่า Out เพราะโดยจุดประสงค์งาน In ไม่ได้ใช้ดักลูกค้าไกลๆ อยู่แล้ว งานหน้ากว้างจึงมีขนาดไม่เกิน 2 เมตร ส่วนจะยาวเท่าไหร่ก็แล้วแต่เพราะวัสดุมาเป็นม้วนเช่นกัน ไม่มีไวนิลเพราะหมึก In ไม่เกาะติด
.
ทุกครั้งที่พิมพ์งาน In ลงกระดาษ ทางร้านจะมีการเคลือบสติ๊กเกอร์ใสให้เพื่อกันน้ำเบื้องต้นและความเงางาม (โดยปกติจะมีให้เลือก 2 อย่าง คือ สติ๊กเกอร์ใสแบบ เรียบหรือด้าน )
.
- เรียบ จะมีความเงาสูง มัน สวย ข้อเสีย คือ แสงสะท้อนง่ายหากวางหน้าโคมไฟ.........
- ถ้าด้าน จะมีพื้นผิวหยาบๆ ไม่เรียบไม่มัน จึงไม่สะท้อนกับแสงไฟ แล้วแต่จะชอบ.....กรุณาแจ้งก่อนเคลือบเพราะถ้าไม่บอกจะเคลือบใสให้)
.
รูปที่ขยายขนาดใหญ่ๆเช่น 20x24" คืองานพิมพ์ in-door ไม่ได้ใช้กระดาษไวแสงแบบรูปใบเล็ก (4x6" - 8x10")
.
.......เคล็ดลับในการพิมพ์งานตามร้าน เข้าไปแล้วบอกเค้าว่ามาจากร้านป้าย เค้าจะลดให้เป็นพิเศษ เพราะถือว่าคุณจะมาเป็นลูกค้าประจำ และต้องสั่งจำนวนทีละมากๆ (5เมตรขึ้นไป) ด้วย
.
เวลาเซฟงานไปส่งควรเซฟเป็นไฟล์ .TIFF เพราะเครื่องพิมพ์จะทำงานดีกับไฟล์นี้ จะได้ไม่เสียเวลาให้ทางร้านแปลงอีกรอบ
.
ไฟล์ .tif คือไฟล์ที่ใช้พิมพ์งานที่มีขนาดใหญ่เกิน A3
.
.
TVC = Television Comercial ขอเสริม คือ Television ComMercial มีความหมายว่า โทรทัศน์เพื่อการติดต่อ คบค้า ค้าขาย และในทางการค้า
.
.
ได้มาหลายคำเลยทีเดียวศัพท์วงการโฆษณา อันที่จริงสิ่งเริ่มแรกของการหาศัพท์ วงการโฆษณา เนื่องด้วยอยาก เข้าใจ สือโฆษณาอย่างหนึ่ง คือ TVC ให้มากขึ้นหน่อย เพราะไม่ได้เรียนมาทางด้านโฆษณา แต่บังเอิญ ครั้งหนึ่งต้องติดต่อประสานงาน เกี่ยวกับเรืองนี้นิดหน่อย เลยต้องทำการบ้านกันซะหน่อย เพราะบ่อยครั้ง ที่ได้รับฟังคำศัพท์เฉพาะทางที่เรียกทับศัพท์ไปเลย ซึ่ง ฟังแล้ว ข้าพเจ้าไม่เข้าใจขอรับ งง เป็นไก่ตาแตก
.
อ่ะ เพราะหากเป็น TVC ในทางเศรษฐศาสตร์ ที่เข้าใจ คือ
.
ต้นทุนผันแปรทั้งหมด ( Total Variable Cost , TVC )
.
ต้นทุนผันแปรทั้งหมด ( Total Variable Cost , TVC ) คือ ผลรวมของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยผันแปรที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่ง คำนวณหาค่า TVC แสดงได้ดังสูตร ดังนี้
.
.

TVC = Px ( X )
โดยที่ Px คือ ราคาต่อหน่วยของปัจจัยผันแปร
X คือ จำนวนปัจจัยผันแปรที่ใช้
.
.
เอาเป็นว่ารู้ไว้ใช่ว่า...แด่ตัวข้าพเจ้า และผองเพื่อน ก็เลยนำมาฝากไว้...ถ้านึกให้ ขำ ขำ เคยรู้สึกมั๊ย ว่าบางครั้งในวงของการสนทนา ที่ว่า "พูดคนละเรื่องเดียวกัน"....
.
.
.
.
.
.
.
.
.

Sunday, March 25, 2007

งานสร้างภาพยนต์ (Production)

งานสร้างภาพยนตร์ (Production)
.

.
ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นรายการคร่าวๆของกองหนังอินดี้หนึ่งกอง ซึ่งบางรายการอาจจะไม่จำเป็นก็ได้ว่าจะต้องมี
.

.
Title The Magician
Format 35mm Anamophic
อัตราส่วนการใช้ฟิล์ม 20 ต่อ 1
พรีโพรฯ 14 สัปดาห์
ยกกองถ่ายทำ 11 สัปดาห์
โพสต์ฯ 14 สัปดาห์
ต้นทุนคิดจาก การทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์
.
.

ค่าใช้จ่ายช่วงพรีโพรฯ (คิดกันที่รายสัปดาห์) ประกอบไปด้วย

  • ค่าเช่าออฟฟิศ
  • ค่าโทรศัพท์/โทรสาร
  • อุปกรณ์เครื่องเขียน/แสตมป์
  • ค่าถ่ายเอกสารและพิมพ์งาน
  • ค่ารถ
  • ค่าเช่าห้องซ้อมการแสดง
  • ค่าจ้างผู้ดูแลการคัดตัวแสดง
  • ค่าขนส่งต่างๆ
  • ค่าจ้างช่างภาพนิ่ง (ถ่ายทดสอบ)
  • Overhead

ต้นทุนส่วนที่เหนือเส้น (Above-the-line-costs or production executives) คิดแบบเหมา

  • ค่าตัวผู้กำกับ
  • ค่าตัวผู้อำนวยการสร้าง
  • ค่าตัวผู้อำนวยการสร้างบริหาร
  • ค่าตัวผู้อำนวยการสร้างร่วม (หรือผู้ช่วย)
  • ค่าตัวคนเขียนบท
  • ค่าเรื่อง
  • ค่าพัฒนาบท

ทีมงาน (รายสัปดาห์)

  • ผู้จัดการงานสร้าง (production manager)
  • ผู้ประสานงานสร้าง (production co-ordinator)
  • ผู้ประสานงานกองถ่าย (unit runners)
  • ผู้จัดการสถานที่ถ่ายทำ (location manager)
  • ผู้ช่วยผู้จัดการสถานที่ถ่ายทำ (assistant location manager)
  • ผู้ช่วยผู้กำกับที่หนึ่ง (1st assistant director)
  • ผู้ช่วยผู้กำกับที่สอง (2nd assistant director)
  • ผู้ช่วยผู้กำกับที่สาม (3rd assistant director)
  • ผู้ดูแลบท (script supervisor)
  • ผู้กำกับภาพ (director of photography)
  • ตากล้อง (camera operator)
  • ผู้ช่วยตากล้อง (assistant camera)
  • คนตีสเลท (clapper loader)
  • กริป (grip)
  • ช่างบันทึกเสียง (sound recordist)
  • คนถือไมค์บูม (boom operator)
  • คนจัดไฟ (gaffer)
  • คนจัดเครน (crane grip)
  • ตากล้องที่สอง (2nd camera operator)
  • ผู้ช่วยตากล้องที่สอง (2nd assistant camera)
  • ผู้ออกแบบงานสร้าง (production designer)
  • ผู้กำกับงานศิลป์ (art director)
  • จัดซื้อ (production buyer)
  • ผู้ดูแลของในกองถ่าย (property master)
  • ผู้จัดการงานก่อสร้าง (construction manager)
  • ผู้ดูแลของประกอบฉาก (standby prop.)
  • ช่างทาสี (standby painter)
  • ช่างไม้ (standby carpenter)
  • ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย (costume designer)
  • ผู้ช่วยผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย (assistant costume)
  • ช่างแต่งหน้า (make-up artist)
  • ผู้ช่วยช่างแต่งหน้า (make-up assistant)
  • คนขับรถ (unit driver)
  • ค่าล่วงเวลา
  • ตากล้องภาพนิ่ง (stills)
  • ตัดต่อ (editor)
  • ผู้ช่วยตัดต่อ (assistant editor)
  • บัญชี (production account)
  • ผู้ช่วยบัญชี (assistant production account)
  • เลขานุการผู้อำนวยการสร้าง (producer secretary)
  • โฆษกประจำกอง (จ่ายเหมา)
  • ผู้ประสานงานเทคนิคพิเศษ (special effect co-ordinator)
  • ผู้ช่วยผู้ประสานงานเทคนิคพิเศษ (assistant special effect co-ordinator)
  • ผู้ดูแลสัตว์

ตัวแสดง

  • นักแสดงนำ
  • นักแสดงหลัก
  • ตัวประกอบ
  • ตัวแทนนักแสดง (stand-in)
  • ผู้ประสานงานฉากเสี่ยงตาย (stunt co-ordinator)
  • ตัวแสดงฉากเสี่ยงตาย

ฝ่ายศิลป์ (art department)

  • ค่าวัสดุก่อสร้าง
  • ค่าของประกอบฉาก
  • คนงานก่อสร้าง (construction crew)
  • ค่าทำเทคนิคพิเศษ
  • สัตว์
  • ค่าวัสดุและเครื่องสำอางค์สำหรับตกแต่ง
  • ค่าเครื่องแต่งกาย

อุปกรณ์ถ่ายทำ (equipment)

  • กล้องภาพยนตร์ 35 มม. (35mm camera)
  • อุปกรณ์เสริม (accessories)
  • เลนส์ (lens)
  • ฟิลเตอร์ (filter)
  • อุปกรณ์กริป (grip gear)
  • ดอลลี/เครน (dolly/crane)
  • ชุดไฟ (lights)
  • รถข็นไฟ (lighting truck)
  • เครื่องปั่นไฟพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิง (generator with fuel)
  • สเตดีแคม (Stedicam)
  • เครื่องบันทึกเสียงกับไมโครโฟน (Nagra/microphone)
  • กล้องที่สอง (2nd camera)
  • วิทยุสื่อสาร
  • วัสดุอื่น

สถานที่ถ่ายทำ / ค่าขนส่ง / อาหารการกิน

  • สำนักงาน และ overhead
  • ค่าเช่าสถานที่
  • ค่ารักษาความปลอดภัย
  • โทรศัพท์มือถือ
  • จิปาถะ
  • รถขนกล้อง
  • รถเสียง
  • รถขนอุปกรณ์ก่อสร้าง
  • รถขนของประกอบฉาก
  • รถขนเครื่องแต่งกาย
  • รถขนวัสดุและอุปกรณ์แต่งหน้า
  • รถอาหาร
  • เสบียงสำรอง
  • รถมินิบัส
  • รถยนต์
  • ค่าน้ำมัน
  • ค่าไมล์สเลจ
  • ค่ารถไฟ
  • ค่าจอดรถ
  • ค่าล่วงเวลา
  • ค่าอาหารว่าง
  • ค่าอาหาร

ค่าฟิล์ม / ห้องแล็ป / ค่าเทเลซีน

  • ค่าล้างภาพนิ่ง (stills processing)
  • ค่าฟิล์มภาพยนตร์ (film stock)
  • ค่าล้างฟิล์ม (processing)
  • ค่าพิมพ์ฟิล์ม
  • ค่าเทปหรือวัสดุบันทึกเสียง (audio stock)
  • ค่าถ่ายเสียง (sound transfer)
  • แมกกาซีนฟิล์ม
  • Rubber Numbering
  • ฟิล์มโพราลอยด์
  • อุลตราซาวน์ด
  • เนกาทีฟ (negative cut)
  • Spacing
  • Answer Print ครั้งแรก
  • Slash print
  • Opticals/effects
  • Titles
  • เทเลซีน

ขั้นตอนหลังการถ่ายทำ (post production)

  • ค่าห้องตัดต่อ
  • วัสดุสำหรับงานตัดต่อฟิล์ม
  • Spacing/leader
  • Sound effects
  • คนทำดนตรี
  • คนเรียบเรียงดนตรี
  • ผู้อำนวยเพลง
  • คนทำสำเนาเพลงประกอบ
  • นักดนตรี
  • เครื่องดนตรี
  • ห้องอัดเสียง
  • มิกซ์เสียง
  • M&E track
  • Post sync.
  • Sync. Rights
  • สำเนาวิดีโอ
  • สคริปต์
  • สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

.

- ค่าเดินทางและค่าโรงแรม

- ค่าประชาสัมพันธ์และฉายรอบสื่อมวลชน

- ค่าทำบัญชี, ค่าทำประกัน,

- ค่าดำเนินการทางกฎหมายต่างๆ

- เงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

- ค่าธรรมเนียมผู้อำนวยการสร้าง

.

.

.

.

.

Saturday, March 24, 2007

วันสงกรานต์




วันสงกรานต์
. .









...



.
วันสงกรานต์.....วันปีใหม่ไทย

ตำนานของสงกรานต์นี้มีปรากฎในศิลาจารึกที่ วัดพระเชตุพน โดยย่อว่า มีบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ธรรมบาลกุมาร เป็นผู้ที่รู้ภาษานกแล้ว เรียนไตรเพทจบ เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ ได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่างๆ แก่มนุษย์ทั้งปวง ซึ่งในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่งว่า เป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมทราบ จึงลงมาถาม ปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อ สัญญาไว้ว่า ถ้าแก้ปัญหาได้จะตัดศีรษะบูชา ถ้าแก้ไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาล.กุมารเสีย ปัญหานั้นว่า



ข้อ ๑. เช้าราศีอยู่แห่งใด
ข้อ ๒. เที่ยงราศีอยู่แห่งใด
ข้อ ๓. ค่ำราศีอยู่แห่งใด

ธรรมบาลขอผลัด ๗ วัน ครั้นล่วงไปได้ ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดไม่ได้ จึงลงจากปราสาทไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลสองต้น มีนกอินทรี ๒ ตัวผัวเมีย ทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้งเวลาค่ำนางนกอินทรีจึงถามสามีว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารแห่งใด สามีบอกว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย เพราะทายปัญหาไม่ออก นางนกถามว่า ปัญหานั้นอย่างไรสามีจึงบอกว่า ปัญหาว่าเช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด ค่ำราศีอยู่แห่งใด นางนกถามว่า จะแก้อย่างไร สามีบอกว่า เช้าราศีอยู่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า


ครั้งรุ่งขึ้นท้าวกบิลพรหมมาถาม ปัญหาธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้ง ๗ อันเป็นบริจาริกาพระอินทร์มาพร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาล ศีรษะของเราถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งไว้ในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนั้นเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาผู้ใหญ่ นางจึงเอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้แล้ว แห่ทำประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วก็เชิญประดิษฐานไว้ในมณฆปถ้ำคันธุลีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตรแล้วด้วย แก้วเจ็ดประการชื่อ ภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเอาเถาฉมุลาด ลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุกๆ พระองค์ครั้งถึงครบกำหนด ๓๖๕ วัน โลกสมมติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์นางเทพธิดาเจ็ดองค์ จึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก ซึ่งลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหมนั้น เราสมมติเรียกว่า นางสงกรานต์ มีชื่อต่างๆ ดังนี้ ทุงษ , โคราค , รากษส , มัณฑา , กิริณี , กิมิทา และ มโหทร


ธิดาทั้ง 7 ของท้าวกบิลพรหม ซึ่งเราสมมุติเรียกว่านางสงกรานต์นั้น มีชื่อต่าง ๆ ดังนี้ คือ

  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันอาทิตย์ นางสงกรานต์ มีชื่อว่า ทุงษ
  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ นางสงกรานต์ มีชื่อว่า โคราด
  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันอังคาร นางสงกรานต์ มีชื่อว่า รากษส
  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันพุธ นางสงกรานต์ มีชื่อว่า มัณฑา
  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ มีชื่อว่า กิริณี
  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันศุกร์ นางสงกรานต์ มีชื่อว่า กิมิทา
  • ถ้าปีใดวันสงกรานต์ ตรงกับวันเสาร์ นางสงกรานต์ มีชื่อว่า มโหทร

คำว่า "สงกรานต์" มาจาก ภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือ ก้าวขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือ พระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึง วันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ใน วันที่ ๑๓ ,๑๔ ,๑๕ เมษายน ทุกปี แต่วันสงกรานต์ นั้นคือ

  • วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์
  • วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา
  • วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก

ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับสงกรานต์ มีดังนี้

สงกรานต์ ที่แปลว่า "ก้าวขึ้น" "ย่างขึ้น" นั้นหมายถึง การที่ดวงอาทิตย์ ขึ้นสู่ราศีใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเดือน ที่เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่เมื่อครบ ๑๒ เดือนแล้วย่างขึ้นราศีเมษอีก จัดเป็นสงกรานต์ปี ถือว่าเป็น วันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์

.

มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึง สงกรานต์ปี คือ ปีใหม่อย่างเดียว กล่าวคือสงกรานต์ หมายถึง ได้ทั้งสงกรานต์เดือนและสงกรานต์ปี แต่มหาสงกรานต์ หมายถึง สงกรานต์ปีอย่างเดียว

.

วันเนา แปลว่า "วันอยู่" คำว่า "เนา" แปลว่า "อยู่" หมายความว่าเป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา ๑ วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ วันเนาเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทาง ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คืออยู่ประจำที่แล้ว

.

วันเถลิงศก แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่มาเป็นวันที่ ๓ ถัดจากวันมหาสงกรานต์ ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่า การย่างขึ้นสู่จุดเดิม สำหรับต้นปีนั้นเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาเพราะอาจมีปัญหาติดพันเกี่ยวกับชั่วโมง นาที วินาที ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะเปลี่ยนศกถ้าเลื่อนวันเถลิงศกหรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่มาเป็น วันที่ ๓ ก็หมายความว่า อย่างน้อยดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ ไม่น้อยกว่า ๑ องศาแล้วอาจจะย่างเข้าองศาที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้

.

วันสงกรานต์ เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งกษัตริย์สิงหศแห่งพม่า ทรงตั้งขึ้นเมื่อปีกุนวันอาทิตย์ พ.ศ. ๑๑๘๑ โดยกำหนดเอาดวงอาทิตย์ เข้าสู่ราศีเมษได้ ๑ องศา ประกอบกับไทยเราเคยนิยมใช้จุลศักราช สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย ในปีแรกที่กำหนดเผอิญเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่วันที่ ๑๓ เมษายนทุกปี แต่เมื่อเป็นประเพณี ก็จำเป็นต้องเอาวันนั้นทุกปี เพื่อมิให้การประกอบพิธี ซึ่งมิได้รู้โดยละเอียดต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันที่ ๑๓ จึงเป็นวันสงกรานต์ของทุกปี ปกติวันสงกรานต์จะมี ๓ วัน คือ เริ่มวันที่ ๑๓ เมษายน ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน

  • วันแรกคือวันที่ ๑๓ เป็นวันมหาสงกราต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ
  • วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที่ ๐ องศา)
  • วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้

เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง ๔ วัน คือวันที่ ๑๓ - ๑๖ เป็นวันเนาเสีย ๒ วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่าง พักการงานนอกบ้านชั่วคราว

จะเห็นได้ว่า วันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่ สมัยกรุงสุโขทัย จนถึง พ.ศ.๒๔๘๓ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนไหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับ หลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่า วันสงกรานต์มีความสำคัญ

.

ข้อควรปฏิบัติในวันสงกรานต์- การเตรียมงาน

วันตรุษและวันสงกรานต์ เป็นเทศกาลสำคัญที่คนไทยยังถือว่าวันตรุษคือวันสิ้นปี วันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องตระเตรียมงานกันเป็นการใหญ่ จนมีคนที่พูดกันติดปากว่า "ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่" สิ่งที่ตระเตรียมกันนั้น จึงเป็นเรื่องที่จะต้องกระทำกันเป็นพิเศษตามลำดับ ดังนี้

๑. เครื่องนุ่งห่ม เพื่อใส่ในโอกาสไปทำบุญที่วัด ตลอดจนเครื่องประดับตกแต่งร่างกายอย่างค่อนข้างจะพิถีพิถัน

.

๒. ของทำบุญ เมื่อใกล้จะถึงวันงานก็เตรียมของทำบุญเลี้ยงพระ และที่เป็นพิเศษของที่จะทำขนมพิศษ ๒ อย่างได้แก่ ข้าวเหนียวแดงในวันตรุษ และขนมกวน หรือ กะละแมในวันสงกรานต์ นอกจากจะทำขึ้นเพื่อทำบุญแล้ว ยังแลกเปลี่ยนแจกกันในหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีในวันสำคัญ

.

๓. การทำความสะอาดบ้านเรือน ที่อาศัยตลอดจนบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้ดูเรียบร้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บูชาพระและที่เก็บอัฐิบรรพบุรุษ แม้เสื้อผ้าที่ใช้สอยก็ต้องซักฟอก ให้สะอาดหมดจดโดยถือว่า กำจัดสิ่งสกปรกให้สิ้นไปพร้อมกับปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วยความบริสุทธ์ผุดผ่อง

.

๔. สถานที่ทำบุญ วัดเป็นสถานที่ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระ และทำต่อเนื่องกันหลายวัน นอกจากจะทำความสะอาดกุฎิที่อาศัยแล้ว ยังต้องทำความสะอาดหอสวดมนต์ โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ตลอดจนลานวัด เพราะต้องใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ได้แก่ การทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา สรงน้ำพระ ก่อพระเจดีย์ทราย และงานรื่นเริงต่างๆ ด้วย

.

การทำบุญ

การทำบุญในวันสงกรานต์มีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์

๑. พิธีหลวง

พระราชพิธีสงกรานต์ (คัดจากปี ๒๕๓๑)

วันที่ ๑๕ เมษายน

ในเวลาเช้า ๑๐.๓๐ น. พระสงฆ์ที่รับอาราธนามาเจริญพระพุทธมนต์ที่พระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ที่หอพระสุราลัยพิมาน แล้วเสด็จหอพระบรมอัฐิที่หอพระธาตุมณเฑียร สรงน้ำพระ พระบรมอัฐิและพระอัฐิ ถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จออกพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทรงศีล พระสงฆ์จำนวน ๖๗ รูป เท่าจำนวนพระบรมอัฐิ และพระอัฐิที่อาราธนาจากวัดที่เกี่ยวข้อง กับพระบรมอัฐิและพระอัฐิ เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล เสร็จแล้วอัญเชิญพระบรมอัฐิ จากหอพระธาตุมณเฑียรเป็นกระบวนแห่ มีประโคมสังข์ แตร กลองชนะ ตั้งแต่เวลาเชิญออก จนกระทั่งถึงบนราชบัลลังก์นพปฏลมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนราชสักการะ พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิ ทรงจุดธูปเทียน ถวายสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงทอดผ้าคู่ (ถือผ้าขาว ๒ ผืน นุ่งผืน ๑ ห่มผืน ๑) มีขวดน้ำหอม ๑ ขวด พระสงฆ์นั่งสดับปกรณ์ตามลำดับวัดประจำพระบรมอัฐิ

.

เวลา ๑๖.๓๐ น. เสด็จสรงน้ำพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระพุทธสัมพรรณี พระชัยหลังช้าง พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ เสด็จสรงน้ำพระคันธราษฎร์ สรงน้ำ พระโพธิ์ พระนิโครธ พระพุทธเจดีย์ทอง พระไตรปิฎกฉบับทองทึบ พระนาคที่วิหารขาวสดับปกรณ์ พระบรมอัฐิกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และพระอัฐิเจ้านายต้นราชสกุลต่างๆ

เปิดปราสาทพระเทพบิดรวันที่ ๑๓ , ๑๔ , ๑๕ , ๑๖ เมษายน เพื่อให้ประชาชนถวายสักการะ พระบรมรูปบูรพมหากษัตริยาธิราชเมื่อก่อน การบำเพ็ญพระราชกุศลในพระบรมมหาราชวังมี ๔ วัน คือ วันที่ ๑๓-๑๖ เมษายน ปัจจุบันมีเฉพาะวันที่ ๑๕ เมษายน วันเดียว ซึ่งในเช้าวันที่ ๑๕ เมษายน โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนิมนต์พระ ๑๕๐ รูป เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตรทีในพระบรมมหาราชวัง

.

เวลา ๑๐.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตไปยังพระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญที่หอพระสุลาลัยพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ แล้วเสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จฯ ไปยังหอพระธาตุมณเฑียร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะและสรงน้ำพระบรมอัฐิ พระอัฐิ แล้วเสด็จออกพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๗๑ รูปเจริญพระพุทธมนต์การ พระราชพิธีสงกรานต์ จบแล้วทรงประเคนภัตตาหาร เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จ เจ้าพนักงานเชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิออกประดิษฐานบนพระราชบัลลังก์ ภายใต้นพปฏลมหาเศวตฉัตรและบนที่นั่งกงภายใต้ฉัตรขาวลายทอง ๕ ชั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะถวายบังคมพระอัฐ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าคู่ พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบรมอัฐิและพระอัฐิ แล้วถวายอนุโมทนาถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินประทับรถยนต์พระที่นั่ง ที่พระที่นั่งทวารเทเวศรรักษาเสด็จพระราชดำเนินกลับ

.

เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้าพนักงานกราบบังคมทูล รายงานเครื่องราชสักการะที่ทรงพระราชอุทิศ พระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยเชิญไป ถวายเป็นพุทธบูชา เจดียสถานต่างๆ แล้ว เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงพระสุหร่ายสรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการ แล้วเสด็จพระราชดำเนิน ไปสรงน้ำปูชนียวัตถุตามเจดียสถานในพระอารามนี้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่หอพระนาก ทรงจุดธูปเทียน ถวายสักการะพระอัฐิ ๕ รูป สดับปกรณ์แล้วทรงทอดผ้าพระสงฆ์อีก ๕๐ รูป สดับปกรณ์พระอัฐิพระราชวงศ์ พระสงฆ์ถวายอนูโมทนา ถวายดิเรก เป็นเสร็จการ

.

๒. พิธีราษฎร์

การทำบุญในวันสงกรานต์ อาจจะทำการตักบาตรทำบุญได้ ๒ แห่ง คือ ที่วัด หรือในบริเวณงานที่จัดไว้แล้ว วิธีตักบาตร ใช้วิธีเรียงแถว และนิมนต์พระเดินตามลำดับ โดยชายตักบาตรด้วยข้าว หญิงตักบาตรด้วยของคาวหวาน ถ้าเต็มบาตรก็ถ่ายใส่ภาชนะอื่น และนิมนต์ท่านรับจนทั่ว เสร็จแล้วอาจนิมนต์ท่านฉัน ณ สถานที่จัดงาน หรือให้ท่านนำไปฉันที่วัดก็ได้

เวลาตักบาตร พระสงฆ์จะสวดถวายพรพระคือ พาหุง พอเสร็จ ก็ช่วยกันยกอาหารคาวหวานไปถวายพระ ขณะพระฉัน จะมีการอ่านประกาศสงกรานต์กันในตอนนี้ บางคนก็อาจจะอยู่ฟังอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี

.

การก่อเจดีย์ทราย จะทำในวันใดวันหนึ่ง ของวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายนก็ได้ ผู้ทำบุญจะช่วยกันขนทราย มาก่อเป็นเจดีย์ขนาดต่างๆ ในบริเวณวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ให้ใช้ก่อสร้าง หรือถมพื้นที่ เป็นเรื่องที่ถือว่าได้บุญและสนุกสนาน แต่ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำทุกวัด

.

การปล่อยนกปล่อยปลา เป็นการทำบุญเพื่อแสดงความกรุณาต่อสัตว์ นิยมทำในวันสงกรานต์และไม่จำกัดว่าจะทำในวัดเท่านั้น

.

การสรงน้ำพระ มีทั้งสรงน้ำพระพุทธรูปและภิกษุ สามเณร เพื่อความเป็นศิริมงคลในโอกาสขึ้นปีใหม่อันเป็นเวลาที่อากาศร้อน

.

การรดน้ำผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของการแสดงคารวะต่อผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ผู้ร่วมพิธีควรน้ำผ้า ๑ สำรับ คือ ผ้านุ่ง ๑ ผืน ผ้าห่ม ๑ ผืน ไปมอบให้ท่านพร้อมกับ ดอกไม้ธูปเทียน การรดน้ำผู้ใหญ่ดังกล่าวมานี้ มักจะรดหรืออาบท่านจริง ๆ จึงต้องมีผ้าไปมอบให้ ปัจจุบันบางแห่งรดเฉพาะที่ฝ่ามือ โดยจะเอาน้ำหอมเจือในน้ำด้วย แต่ก็ยังคงมีผ้านุ่งห่ม ๑ สำรับและดอกไม้ธูปเทียนไปแสดงคารวะ และขอพรท่านก็จะให้ศีลให้พรให้มีความสุขปีใหม่ คือตั้งแต่วันสงกรานต์เป็นต้นไป

.

การทำบุญอัฐิ เป็นเรื่องที่นิยมทำแบบนิมนต์พระ ชักบังสุกุลอัฐิของญาติที่ล่วงลับไปแล้ว แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ หรือถ้าไม่มีอัฐิจะเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ เมื่อบังสุกุลแล้วก็เผากระดาษแผ่นนั้นเสีย เหมือนเผาศพ การทำบุญอัฐิจะทำในวันไหนก็ได้สุดแต่จะนัดหมายกัน การรื่นเริง จัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสามัคคีในหมู่คณะ เป็นการอนุรักษ์ประเพณีต่างๆ ในท้องถิ่นไว้ด้วย

.

การสาดน้ำ เป็นการสนุกสนานรื่นเริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ คือ สาดน้ำกันโดยมากจะเริ่มต้นในวันสรงน้ำพระ แต่บางแห่งพอเริ่มสงกรานต์ ก็เริ่มสาดน้ำกันทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้น้ำสะอาดมีน้ำอบน้ำหอม หรือแป้งหอมผสมบ้างก็ได้ และไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย

.

การแห่นางแมว บางแห่งอาจมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสนุกสนานรื่นเริงเหมือนกัน แต่ก็หวังผลในทางเกษตรกรรมด้วย กล่าวคือ ถ้าเกิดฝนแล้งก็แห่นางแมวกันในช่วงวันทำบุญสงกรานต์ เช่นเดียวกัน

.

สิ่งที่ได้จากการทำบุญสงกรานต์

  1. เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนเคารพ ต่อบิดามารดา และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
  2. เป็นการชำระจิตใจ และร่างกายให้สะอาด
  3. เป็นการรักษาประเพณีมาแต่เดิม
  4. เป็นการสนุกสนานรื่นเริงในรอบปี และพักจากงานประจำชั่วคราว เพื่อจะไปพักผ่อนหย่อนใจ
  5. เป็นการเตือนสติว่ามนุษย์นั้นผ่านไป ๑ ปีแล้วและในรอบปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรบ้างและควรจะทำอะไรต่อไปในปีที่กำลังจะมาถึงู
  6. เป็นการเตรียมตัวบวช ถ้าเป็นผู้ชายโดยเอาระยะเวลานี้บวชกัน เพราะหลังสงกรานต์ต้องเตรียมตัวทำนาแล้ว
  7. เป็นการทำความสะอาดพระ โต๊ะบูชา บ้านเรือน ทั้งในและนอกบ้าน

.

-------------------------------------

อ้างอิง :

สมชัย ใจดี,ยรรยง ศรีวิริยาภรณ์. ประเพณีและวัฒนธรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2531.

สุพัตรา สุภาพ. สังคมและวัฒนธรรมไทย ค่านิยม ครอบครัว ศาสนา ประเพณี. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2534.

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สงกรานต์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊ฟ, 2533.

...

----------------------------------------

เพิ่มเติม

พิธีสงกรานต์

.

.........เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และ ความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ที่อาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ศกใหม่ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ

.

......การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

.

พื้นที่ที่โด่งดังในการจัดงานสงกรานต์ในประเทศไทย เช่น

*- สงกรานต์นานาชาติ ถนนข้าวสาร

*- ถนนราชดำเนิน และ สนามหลวง

*- พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

*- ประเพณีสงกรานต์พระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

*- ประเพณีสงกรานต์กรุงเก่า บริเวณเกาะเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

*- ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ในทุกจังหวัดในภาคเหนือ และบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

*- ประเพณีไทย-พม่า อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

*- สงกรานต์ชาวเขา อำเภอปาย และ อำเภออื่นๆในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

*- มหาสงกรานต์เมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี

*- สุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูณ-เสียงแคน และถนนข้าวเหนียว จังหวัดขอนแก่น

*- สงกรานต์สองฝั่งโขง จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม

*- ประเพณีสงกรานต์ศรีมหาราชา และประเพณีกองข้าว เกาะลอย จังหวัดชลบุรี

*- วันไหลพัทยา วันไหลบางแสน จังหวัดชลบุรี

*- หาดใหญ่มิดไนท์สงกรานต์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

*- สงกรานต์เมืองใต้ แห่นางดาน จังหวัดนครศรีธรรมราช