Tuesday, March 6, 2007

ขนมไทย กับ งานพิธีการ (ขนมมงคล ๙ อย่าง)



ขนมไทย กับ งานพิธีการ


ขนมไทย

ขนมไทย หัตถกรรมความอร่อยที่แสดงออกถึงความอ่อนช้อยของความเป็นไทย ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ก่อกำเนิดภูมิปัญญาไทยหลากหลายอย่างให้สืบสานต่อทั้งวิถีชีวิตประเพณี วัฒนธรรม ที่สามารถนำวัสดุมีอยู่ในท้องถิ่นมาปรุงแต่งเป็นของหวานได้มากหลายรูปแบบ จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร เพราะขนมแต่ละชนิดล้วน มีเสน่ห์ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ประณีต วิจิตรบรรจงในรูปลักษณ์ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการทำที่กลมกลืน ความพิถีพิถัน สีที่ให้ความสวยงาม มีกลิ่นหอม รสชาติของขนมที่ละเมียดละไมชวนให้รับประทาน แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ

คำว่า "ขนม" เข้าใจว่ามาจากคำสองคำที่มาผสมกันคือ "ข้าวหนม" และ "ข้าวนม" เข้าใจว่าเป็นข้าวผสมน้ำอ้อย น้ำตาล โดยอนุโลมคำว่าหนม แปลว่า หวาน


ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเป็น ขนม ไปส่วนที่ว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นั้นดูจะเป็นตำนานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม)

ขนมมงคล ๙ อย่าง
"ขนมไทย" เอกลักษณ์ของความเป็นไทย นอกจากจะมีความงดงามวิจิตร ละเอียดอ่อน พิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อย หอมกลิ่นพืชพรรณจากธรรมชาติ และกลิ่นอบร่ำควันเทียน อีกทั้งขนมแต่ละชนิดยังมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงคุณค่า และแฝงไปด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคล

คำว่า "มงคล" หมายถึง สิ่งที่นำมาซึ่งความดีงามและความเจริญรุ่งเรือง ส่วน "ขนมมงคล" หมายถึง ขนมไทยที่นำไปใช้ประกอบเครื่องคาวหวาน ถวายพระ เลี้ยงแขก ในงานพิธีมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส งานบวช หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น โดยจะต้องเลือกใช้เฉพาะขนมไทยที่มีชื่อไพเราะและเป็นสิริมงคล ดังเช่น "ขนมมงคล 9 อย่าง" ที่จะกล่าวต่อไปนี้


ทองหยิบ
เป็นขนมมงคลชนิดหนึ่ง มีลักษณะงดงามคล้ายดอกไม้สีทอง ต้องใช้ความสามารถและความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ในการประดิษฐ์-ประดอยจับกลีบให้มีความงดงามเหมือนกลีบดอกไม้ ชื่อขนมทองหยิบเป็นชื่อสิริมงคล เชื่อว่าหากนำไปใช้ประกอบพิธีมงคลต่างๆ หรือให้เป็นของขวัญแก่ใครแล้ว จะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย หยิบจับการงานสิ่งใดก็จะร่ำรวยมีเงินมีทอง สมดังชื่อ "ทองหยิบ"
.
.
.
.
.
ทองหยอด
ใช้ประกอบในพิธีมงคลทั้งหลาย หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญๆ แก่ผู้ใหญ่ที่เคารพรักหรือญาติสนิทมิตรสหาย แทนคำอวยพรให้ร่ำรวยมีเงินมีทองใช้จ่ายอย่างไม่รู้หมดสิ้น ประดุจให้ทองคำแก่กัน
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ฝอยทอง
เป็นขนมในตระกูลทองที่มีลักษณะเป็นเส้น นิยมใช้กันในงานมงคลสมรส ถือเคล็ดกันว่าห้ามตัดขนมให้สั้น ต้องปล่อยให้เป็นเส้นยาวๆ เพื่อที่คู่บ่าวสาวจะได้ครองชีวิตคู่และรักกันได้อย่างยืนยาวตลอด
...
...


...
..
..
..
..
..

ขนมชั้น

เป็นขนมไทยที่ถือเป็นขนมมงคล และจะต้องหยอดขนมชั้นให้ได้ 9 ชั้น เพราะคนไทยมีความเชื่อว่าเลข 9 เป็นเลขสิริมงคล หมายถึงความเจริญก้าวหน้า และขนมชั้นก็หมายถึงการได้เลื่อนชั้น เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ให้สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป
.
.
.

.
.
.

.
ทองเอก
ขนมทองเอกเป็นขนมในตระกูลทองอีกชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ความพิถีพิถ ันเป็นอย่างยิ่งในทุกขั้นตอนการทำ มีลักษณะที่สง่างามโดดเด่นกว่าขนมตระกูลทองชนิดอื่นๆ ตรงที่มีทองคำเปลวติดไว้ที่ด้านบนของขนม คำว่า "เอก" หมายความถึง การเป็นที่หนึ่ง การใช้ขนมทองเอกประกอบพิธีมงคลสำคัญต่างๆ หรือใช้มอบเป็นของขวัญในงานฉลองการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง จึงเปรียบเสมือนคำอวยพรให้เป็นที่หนึ่งด้วย
.
.
.
.
.

เม็ดขนุน
เป็นหนึ่งในขนมตระกูลทองเช่นกัน มีสีเหลืองทอง รูปร่างลักษณะคล้ายกับเม็ดขนุน ข้างในมีไส้ทำด้วยถั่วเขียวบด มีความเชื่อกันว่า ชื่อของขนมเม็ดขนุนจะเป็นสิริมงคล ช่วยให้มีคนสนับสนุน หนุนเนื่อง ในการดำเนินชีวิตและในหน้าที่การงานหรือกิจการต่างๆ ที่ได้กระทำอยู่
.
.
.
.
.

.
จ่ามงกุฎ
เป็นขนมที่ทำยากมีขั้นตอนในการทำสลับซับซ้อน นิยมทำกันเพื่อใช้ประกอบพิธีการที่สำคัญจริงๆ คำว่า "จ่ามงกุฎ" หมายถึง การเป็นหัวหน้าสูงสุด แสดงถึงความมีเกียรติยศสูงส่ง นิยมใช้เป็นของขวัญในงานเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ถือเป็นการแสดงความยินดีและอวยพรให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การ งานยิ่งๆ ขึ้นไป
.
.

.
.
.
.
.
ถ้วยฟู
ชื่อของขนมถ้วยฟูให้ความหมายอันเป็นสิริมงคล หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู นิยมใช้ประกอบในพิธีมงคลต่างๆ ทุกงาน เคล็ดลับของการทำขนมถ้วยให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานนั้น คือการใช้น้ำดอกไม้สดเป็นส่วนผสม และการอบร่ำด้วยดอกมะลิสดในขั้นตอนสุดท้ายของการทำ
.
.
.

.
.
.

.
เสน่ห์จันทน์
"จันทน์" เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีผลสุกสีเหลืองเปล่งปลั่ง ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมชวนให้หลงใหล คนโบราณจึงนำความมีเสน่ห์ของผลจันทน์มาประยุกต์ทำเป็นขนม และได้นำ "ผลจันทน์ป่น" มาเป็นส่วนผสม ทำให้มีกลิ่นหอมเหมือนผลจันทน์ ให้ชื่อว่า "ขนมเสน่ห์จันทน์" โดยเชื่อว่า คำว่าเสน่ห์จันทน์เป็นคำที่มีสิริมงคล จะทำให้มีเสน่ห์คนรักคนหลงดังเสน่ห์ของผลจันทน์ ขนมเสน่ห์จันทน์จึงถูกนำมาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลสมรส
.
.
.
.
.



ขนมไทยของขวัญนานาเทศกาล
ขนมไทย มีมากมายหลายชนิด ทั้งที่เป็นขนมไทยแบบโบราณ และขนมที่รับมาจากต่างประเทศจนกลืนเป็น ขนมของไทย ด้วยความช่างประดิดประดอย คิดค้นและวิวัฒนาการของคนไทย ทำให้ ขนมไทย โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะและมีคุณค่าในตัวเอง ปัจจุบันคนไทยหันมานิยมใช้ ขนมไทย เป็นของขวัญของฝากในนานาเทศกาลไม่ว่าจะเป็น วันขึ้นปีใหม่ไทยหรือสากล วันคล้ายวันเกิด วันขึ้นบ้านใหม่ วันเกษียณอายุราชการ ฯลฯ ขนมไทยกับความหมายให้เลือกใช้ตามเทศกาล
.

ขนมชั้น - ความเจริญก้าวหน้าในขั้น เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนชั้น
ขนมจ่ามงกุฎ - ความเจริญก้าวหน้า เป็นหัวหน้า เลื่อนยศ
ขนมถ้วยฟู - ความเจริญฟูเฟื่อง รุ่งเรือง
ขนมตาล - ความหวานชื่น ราบรื่นของชีวิต
ขนมทองเอก - ความเป็นหนึ่ง
ขนมลูกชุบ - ความน่ารักน่าเอ็นดู มักใช้กับผู้ใหญ่ให้กับผู้น้อย
ข้าวเหนียวแก้ว - ความดีประเสริฐ ดุจดังแก้ว
ขนมเสน่ห์จันทร์ - ความมีเสน่ห์ดุจจันทร์วันเพ็ญ
.
ฯลฯ
.
ที่สำคัญหากเป็นขนมที่ทำขึ้นเอง รสอร่อย สวยงาม ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจจริงของผู้ให้ พร้อมบัตรคำอวยพรที่มีความหมายคล้องจองกับขนมที่ให้จะประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ




.
.
.
.
.
.


การแผ่เมตตา


ก่อนแผ่เมตตาควรจะอธิษฐานอโหสิกรรมก่อนนะ แล้วค่อยแผ่เมตตา


۞ แผ่เมตตาตัวเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

นิททุกโข โหมิ
ปราศจากความทุกข์

อะเวโร โหมิ
ปราศจากเวร

อัพยาปัชโฌ โหมิ
ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

อะนีโฆ โหมิ
ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
มีความสุขกายสุขใจ
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด



۞ แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่
เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อนีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด



۞ แผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตาโหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดของข้าพเจ้า
ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง
ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สพพะเปตานังโหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง
ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
มีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ.






.

.

.


พระคาถาชินบัญชร


พระคาถาชินบัญชร


คาถาบูชาสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกลาย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ


การหัดสวดพระคาถาชินบัญชร ควรจะเริ่มสวดในวันพฤหัสบดีซึ่งถือเป็นวันครู และให้เตรียมดอกไม้ ๓ สี หรือดอกบัว ๙ ดอก หรือดอกมะลิ ๑ กำ ธูป ๓ , ๕ ถึง ๙ ดอก เทียน ๒ เล่ม จากนั้นให้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย โดยการตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยบท พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จากนั้นตั้งจิตนึกถึงสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สวดพระคาถาชินบัญชรเพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้นก่อนเจริญภาวนาชินบัญชร ตั้งนะโม ๓ จบก่อน
แล้วนึกถึงสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)


۞ เริ่มสวดนะโม ๓ จบ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

คำแปล
( ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์พระองค์นั้น
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )



۞ บทพระพุทธคุณ

อิติปิโสภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชา จะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

คำแปล
(สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ดีโดยชอบด้วยพระองค์เอง
ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือความรู้และความประพฤติ
เสด็จไปดี คือไปในที่ใด ยังประโยชน์ให้ที่นั้น ทรงรู้แจ้งโลก
ทรงเป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก หาผู้อื่นเปรียบมิได้
ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ทรงเป็นผู้ตื่น ทรงเป็นผู้แจกจ่ายธรรมะ)



۞ บทพระธรรมคุณ

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก
อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ

คำแปล
(พระธรรม อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดีแล้ว
อันผู้ปฏิติเห็นชอบได้ด้วยตนเอง
ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ควรเรียกมาดูได้
ควรน้อมเข้าไปหา อันผู้รู้พึงรู้ได้ ด้วยตนเอง)



۞ บทพระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ
ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุไนยโย ปาหุไนยโย ทักขิไนยโย อัญชลี กะระณีโย
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

คำแปล
(พระสงฆ์สาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นปฏิบัติดีแล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ เป็นผู้ปฏิติชอบ
จัดเป็นบุรุษ ๔ คู่, เป็นบุคคล ๘
เป็นผู้ควรบูชา เป็นผู้ควรรับทักษิณา
เป็นผู้ควรทำกราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก, หาสิ่งอื่นเปรียบมิได้ )



۞ นึกถึงสมเด็จโต แล้วตั้งจิตอธิษฐาน

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน

ท้าวเวสสุวัณโณ มะระณังสุขัง
อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ



۞ เริ่มสวดบทพระคาถาชินบัญชร

๑.) ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา


๒.) ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐาวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา


๓.) สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโล
จะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร


๔.) หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก


๕.) ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ
ราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโน อุภาสุง วามโสตะเก


๖.) เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภีโต มุนิ ปุงคะโว


๗.) กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร


๘.) ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะอิเมชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ


๙.) เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชินโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา


๑๐.) ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุต
ตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง


๑๑.) ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา


๑๒.) ชินา นานา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลัง
กาตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา


๑๓.) อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะเสโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร


๑๔.) ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสา สะภา


๑๕.) อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตูปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะวาโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิชินะปัญชะเรติ.



...........................................................................................







คำแปล

๑.) พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

๒.) มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

๓.) ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

๔.) พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

๕.) พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

๖.) มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

๗.) พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

๘.) พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

๙.) ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

๑๐.) พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

๑๑.) พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

๑๒.) อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

๑๓.) ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

๑๔.) ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

๑๕.) ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

.

.

.

วันมาฆบูชา







วันมาฆบูชา
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๓ หรือประมาณราวเดือนกุมภาพันธ์ วันมาฆบูชา และ พุทธธรรมควรปฏิบัติ

ความหมาย
มาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" มาฆะเป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชา จึงหมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
.
.
.
ความเป็นมา
ในวันนี้ เป็นโอกาสคล้ายวันประชุมใหญ่แห่งพระสาวกที่ไปปฏิบัติศาสนกิจยังที่ต่างๆ นับตั้งแต่พระปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นสาวกชุดแรก รวมถึงพระสาวกอื่น ๆ ซึ่งพรักพร้อมกันเข้าเฝ้าพระพุทธองค์โดยมิได้มีการนัดหมายไว้ก่อน การประชุมครั้งนี้เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต โดยประชุม ณ วัดเวฬุวัน โดยทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ (การปลงพระชนมายุสังขาร ก็ตรงในวันนี้ และตรงกับวันสำคัญในศาสนาพราหมณ์ คือเป็นศิวาราตรี หากนับจากวันที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มา จะเป็นเวลา ๙ เดือนพอดี)

ตอนเย็นของวันเพ็ญเดือน ๓ นี้ พระพุทธองค์ ได้เสด็จลงจากยอดเขาคิชฌกูฏมายังวัด เชตวัน ปรากฏว่ามีพระอรหันต์มาประชุมกัน ณ วัดเวฬุวัน อยู่แล้ว มีจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ เป็นจำนวนพระอรหันต์ซึ่งอยู่ในคณะของพระอุรุเวลกัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ และพระ คยากัสสปเถระรวม ๑,๐๐๐ องค์ กับพระอรหันต์ซึ่งอยู่ในคณะของพระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานะเถระ ๒๕๐ พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ในการที่จะทรงแสดงคำสอนที่เป็นหลัก หรือเรียกว่า “โอวาทปาติโมกข์” (โอวาท=คำสอน โอวาท ปาติโมกข์ หรือปาฏิโมกข์ = หลัก ประธาน) เพื่อให้ภิกษุสาวกได้ยึดเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนา เพราะยังถือว่าเป็นช่วงเวลาแรกแห่งการขยายฐานการประดิษฐานพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกาศพระศาสนาในเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธนี้ ซึ่งถือว่ามีความพร้อมหลายส่วน เช่น เป็นเมืองใหญ่ มีประชากรมาก มีเจ้าลัทธิอื่นๆ มาก และต้องถือว่าเป็นโอกาสพิเศษ เพราะมีองค์ประกอบถึง ๔ ประการ ได้แก่


๑. วันนั้นเป็นวันเพ็ญมาฆปูรณมี พระจันทร์เต็มดวง (วันธัมมัสสวนะ)
๒. พระภิกษุ จำนวน๑,๒๕๐ รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายมาก่อน
๓. พระภิกษุเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น และเป็นผู้ได้อภิญญา ๖
๔. พระภิกษุเหล่านั้น ล้วนเป็น “เอหิภิกขุ” คือได้บวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้า


ด้วยทรงเห็นความพรักพร้อมเช่นนั้น จึงได้ทรงถือโอกาสตรัสแสดงหลักการที่สำคัญ ซึ่งเรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ โดยทรงแสดงเป็นพระพุทธพจน์นับได้ ๓ คาถากึ่ง หรือเรียกว่า ๓ ตอน แยกเพื่อการศึกษาโดยง่ายดังนี้


ตอนที่ ๑ ทรงแสดงหลักการใหญ่แห่งพระพุทธศาสนา

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติคือความอดกลั้น เป็นตบะธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
ผู้กำจัด ทำร้ายสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย

สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต
ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย


พุทธธรรมควรปฏิบัติ
หลักธรรมสำคัญที่ชาวพุทธทั่วไปถือว่าเป็นหลักการแห่งโอวาทปาติโมกข์ ทรงแสดงไว้ ๓ ข้อด้วยกัน ได้แก่

๑. ขันติ ขันติ หรือ ความอดทนในที่นี้ ทรงแสดงแตกต่างจากความอดทนในศาสนาอื่น เป็นการอดทนต่อการที่จะเอาชนะกิเลสทั้งหลาย เรียกว่า ตบะธรรม หมายถึงใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะเผากิเลส หรือเอาชนะกิเลสให้หมดสิ้น แต่ไม่ใช่อดทนด้วยการทรมานร่างกาย ทำร้ายตนเอง แต่เป็นการบังคับจิตใจไม่ให้ล่วงละเมิดแก่สิ่งยั่วยวนทั้งหลาย ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นต้น ทรงประกาศถึงความอดทนเป็นหนทางเด่นในการที่จะเข้าถึงเป้าหมายได้ ซึ่งหมายถึงพระนิพพาน

๒. พระนิพพาน พระนิพพาน หมายถึง ภาวะหมดกิเลส เป็นบรมธรรมหรือธรรมะอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา มิใช่เพียงพระพุทธองค์ในปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็ทรงประกาศเป้าหมายอันสูงสุดคือพระนิพพานเหมือนกันทุกพระองค์

๓. การไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียนคนอื่น พระพุทธองค์ตรัสถึงคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นบรรพชิต หรือสมณะในพระพุทธศาสนา คือต้องไม่เป็นผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น โดยนัยนี้ พระพุทธศาสนาจึงได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่ง “การไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น” เป็นจุดยืนที่ทรงแสดงไว้ในหลักโอวาทปาติโมกข์นี้


ตอนที่ ๒ ทรงแสดงหลักปฏิบัติการธรรมในพระพุทธศาสนา

สพฺพปาปสฺส อกรณํ
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง

กุสลสฺสูปสมฺปทา
การทำความดีให้ถึงพร้อม

สจิตฺตปริโยทปนํ
การทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์

เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา


พุทธธรรมควรปฏิบัติ
หลักการปฏิบัติ ๓ อย่างนี้ ชาวพุทธทั่วไปถือว่าเป็น “หัวใจของพระพุทธศาสนา” ได้แก่

๑. ไม่ทำความชั่ว (เว้นจากทุจริต คือการประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ)

๒ ทำความดี (ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ)

๓. ทำใจให้ผ่องใส (ทำจิตใจของตนให้หมดจากสิ่งเศร้าหมอง มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น)

คำสอนทั้ง ๓ นี้ นับได้ว่าเป็น “ปฏิบัติศาสนา” หมายถึง เป็นศาสนาแห่งการลงมือกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่ให้หลักการ ให้ทฤษฎีหรือให้ความรู้เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญคือการได้ลงมือปฏิบัติด้วย

ข้อแรก คือ การละเว้นความชั่ว แต่คำสอนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การละเว้น และไม่กระทำความชั่วเท่านั้น ยังสอนให้มุ่งทำความดีให้เกิดขึ้นด้วย คือความดีที่ทำได้ใน ๓ ทาง ได้แก่

๑.ทางกาย ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในคู่ครอง

๒.ทางวาจา ด้วยการไม่กล่าวเท็จ ไม่โกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดเหลวไหล ไม่พูดให้ร้ายใคร

๓.ทางใจ ด้วยการไม่คิดประทุษร้ายคนอื่น ไม่โลภอยากได้ในส่งของที่ไม่ใช่ของตน ไม่เห็นผิดเป็นชอบ

ส่วนความดีที่เป็นหลักที่ ๓ คือ การทำจิตใจให้ผ่องใสนั้น เป็นขั้นสูง และละเอียดลงไป คือการทำสมาธิ วิปัสสนา ความดีที่เกิดจากสภาพจิตอันเป็นสมาธิ ทำให้มีความสงบ และเมื่อเกิดความสงบแล้วก็จะพบความสุขได้ ส่วนความดีที่เกิดจากวิปัสสนา คือการได้รู้ทันกระแสโลกที่เป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ติดกับ ไม่หลงกล ไม่ยึดติด พิจารณาอย่างมีสติ และมีความไม่ประมาท


ตอนที่ ๓ ทรงแสดงวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

อนูปวาโท อนูปฆาโต
การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย

ปาติโมกฺเข จ สํวโร
การสำรวมในปาติโมกข์

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ
ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค

ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด

อธิจิตฺเต จ อาโยโค
ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง


พุทธธรรมควรปฏิบัติ
คำสอนสำคัญในลำดับสุดท้าย ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ จัดเป็นคำสอนในส่วนที่เป็นคุณสมบัติของนักเผยแผ่พระพุทธศาสนา ลักษณะความประพฤติ ที่แสดงถึงคุณสมบัติภายใน และคุณสมบัติที่จะแสดงออกในภายนอกด้วย ได้แก่

๑. การไม่กล่าวร้ายใคร คำพูด เป็นสมบัติชิ้นสำคัญสำหรับนักเผยแผ่ จะต้องเป็นไปเพื่อการไม่กล่าวร้าย ให้ร้ายผู้อื่น

๒. การไม่ทำร้ายใคร การไม่ทำร้าย ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักเผยแผ่จะต้องคำนึงเสมอ

๓. การสำรวมสังวรในพระปาติโมกข์ ปาติโมกข์ หรือปาฏิโมกข์ ซึ่งหมายถึงศีล หรือข้อกำหนดความประพฤติสำหรับพระภิกษุสงฆ์

๔. เป็นผู้รู้จักประมาณในภัตตาหาร หมายถึงการรับประทานอาหารอย่างพอดีกับร่างกาย ไม่ให้อิ่มเกินไป การรู้จักบริโภค อุปโภค
อย่างพอเพียง ซึ่งข้อนี้ เทียบได้กับกระแสพระราชดำรัสเรื่อง “ความพอเพียง” ได้อย่างตรงกันพอดี

๕. อาศัยอยู่ในที่นอนที่นั่งอันสงัด หมายถึง การอยู่ในที่ซึ่งมีความสงบ อยู่ในมุมที่ไม่มีเสียงอึกทึกคึกโครม เหมาะแก่การสร้างสมาธิได้ง่าย

๖. การประกอบความเพียรในอธิจิต หมายถึง การรู้จักใช้เวลาในการทำความเพียรทางจิต ได้แก่การทำสมาธิ ภาวนานั่นเอง เป็นการหมั่นสำรวจจิตตนเอง ไม่ให้จิตตกไปสู่กระแสกิเลสจนไม่รู้จักตนเอง ไม่ปล่อยให้ความโลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำจิตอยู่ตลอดเวลา


สรุปสาระพุทธธรรมจากวันมาฆบูชา

ธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสไว้แต่ละโอกาส ล้วนมีความหมาย และความสำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งสำหรับบรรพชิตและฆราวาสได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับธรรมะที่ตรัสในวันมาฆบูชานี้ นอกจากจะเป็นธรรมะที่แสดงหลักการที่แตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ยังเป็นหลักการ และหลักปฏิบัติที่เหมาะสำหรับผู้ที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติได้ จะสังเกตได้ว่า หลักคำสอนที่ปรากฎในโอวาทปาติโมกข์นี้ เน้นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ เพราะจะเป็นแนวทางสำคัญในการประกาศพระพุทธศาสนา การที่พระอริยสงฆ์มีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ องค์นั้น ถือว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดในขณะนั้น และนับหลังจากนั้นไป พระพุทธศาสนาก็จะไปประดิษฐานอยู่ในที่ต่าง ๆ โดยการนำไปของพระอริยสงฆ์เหล่านั้น

หลักธรรมที่ควรน้อมนำมาประยุกต์ และปฏิบัติกับชีวิต สุดแต่ความสะดวก และสถานการณ์ที่เป็นใจให้นำมาใช้ เช่น ความอดทน เป็นหลักการแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้วว่า การจะไปถึงยังเป้าหมาย จะต้องใช้ความอดทน และไม่ใช่เป็นความอดทนเพียงครู่ เพียงขณะ แต่เป็นความอดทนอย่างยิ่ง อดทนได้แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย และอุปสรรคมากมายที่ต้องประสบนั้น อันดับแรกต้องตั้งขันติ คือความอดทนเอาไว้ก่อน อดทนสู้ อดทนสร้าง อดทนเพื่อไปถึงทางที่มุ่งหวังไว้

หลักธรรมอื่น ๆ ในโอวาทปาติโมกข์ ก็ล้วนสำคัญ ซึ่งในที่นี้ขอสรุปตามคำสอนที่เรียกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา ๓ ข้อ คือการไม่ทำความชั่ว การทำความดี และการทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้รู้ว่าคนเรานั้น จะเป็นคนดีตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นผู้ที่ไม่ทำสิ่งชั่วร้าย เสียหายให้แก่ตนและคนอื่น พร้อมที่จะทำความดี ทำประโยชน์แก่สังคมโลก และความดีขั้นสุดท้ายคือสามารถทำใจตนเองให้บริสุทธิ์สะอาดได้ ขอฝากท้ายด้วยข้อคิดที่ว่า... “ความอดทน สร้างคนให้ก้าวหน้า ศีล สมาธิ และปัญญา สร้างคนให้เป็นคนดี”

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ : ในวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชน ควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

ช่วงเช้า : เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ควรไหว้พระ นั่งสมาธิ ทำจิตให้สงบหลังจากตื่นนอน และเตรียม ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณรตามความเหมาะสมช่วงสาย :เดินทางไปวัดที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อจะทำบุญ และสมาทานรักษาศีล ๕ หรือ ศีล ๘ บ้าง แล้วแต่ศรัทธา ฟังพระธรรมเทศนา หรือถวายอาหารเพลแด่พระภิกษุสามเณรในวัดต่าง ๆ

ช่วงบ่าย : ฟังพระธรรมเทศนาในวัดที่จัดให้มีพิธีเทศน์ในตอนกลางวัน หรือไปนั่งสมาธิตาม ความสะดวก เหมาะสม

ช่วงเย็น : เตรียมตัวเพื่อเวียนเทียนเป็นพุทธบูชา โดยเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน หรือบางวัด มี การจัดเตรียมและบริการไว้ ซึ่งจะเวียนรอบพระอุโบสถ หรือพระเจดีย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระปฏิมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อปฏิบัติขณะเวียนเทียน : กล่าวคำบูชาตามพระสงฆ์เสร็จแล้ว ในขณะจุดธูปเทียน และขณะเดินถือ ธูปเทียน ควรระมัดระวัง ในการเดินแต่ละรอบนั้น อาจกล่าวคำสรรเสริญพุทธคุณในการเดินรอบแรก (อิติปิ โส ภควาฯ) กล่าวคำสรรเสริญพระธรรมคุณ (สฺวากขาโต ภควตา ธัมโมฯ) กล่าวคำสรรเสริญพระสังฆคุณ (สุปฏิปันโน ภะคะวะโตฯ) หรือทำจิตให้สงบเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ และสังฆานุสสติ จนครบ ๓ รอบแล้ววางดอกไม้ และปักธูปเทียนลงในกระถางและเชิงเทียน หรือในที่เหมาะสม เสร็จแล้วกราบพระเป็นเสร็จพิธี หรืออาจจะรอฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งบางวัดมีการจัดแสดงพระธรรมเทศนาก่อนหรือหลังการเวียนเทียนด้วย
.
.
.
ที่มา :
http://www.mahidol.ac.th/muthai/_popup/maka/
.
.
.
.
.
.
.